ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Apostille Knowledge Hub

Apostille คืออะไร · ประเทศไทย ใช้ได้ไหม

คู่มือสรุปอนุสัญญา Apostille (Hague Convention 1961), สถานะของไทย, รายชื่อประเทศสมาชิก 126+ ประเทศ และวิธีรับรองเอกสารไทยส่งต่างประเทศเมื่อปลายทางต้องการ Apostille

Read in English →

สถานะปัจจุบัน: ประเทศไทย ยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille — เอกสารที่ออกในไทยจึงต้องผ่านกระบวนการ Consular Legalization ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตประเทศปลายทาง ตรวจสอบสถานะล่าสุดได้ที่ เว็บไซต์ HCCH

ทำความรู้จัก Apostille

Apostille คือใบรับรองตามแบบมาตรฐานที่ตกลงกันในอนุสัญญากรุงเฮกปี ค.ศ. 1961 (Convention of 5 October 1961 Abolishing the Requirement of Legalisation for Foreign Public Documents) วัตถุประสงค์คือยกเลิกขั้นตอน Consular Legalization หลายชั้น โดยให้หน่วยงานเดียวในประเทศต้นทาง — ที่เรียกว่า Competent Authority — ออกใบรับรองแบบตายตัวที่ประเทศสมาชิกอื่นยอมรับได้ทันที

สำหรับนักธุรกิจ นักศึกษา และครอบครัวที่ต้องส่งเอกสารระหว่างประเทศ Apostille ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ — แต่ใช้ได้เฉพาะเมื่อทั้งประเทศต้นทาง และ ปลายทาง เป็นสมาชิกอนุสัญญา หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ จะต้องใช้กระบวนการ Legalization แบบเดิม

เปรียบเทียบ: Apostille vs Legalization

Apostille (ปลายทางเป็นสมาชิก)

  • • 1 ใบรับรองเท่านั้น
  • • ไม่ต้องผ่านสถานทูตปลายทาง
  • • เวลา 1–3 วันทำการ
  • • ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

Legalization (เส้นทางไทยปัจจุบัน)

  • • 4 ขั้นตอน: แปล → Notary → MFA → สถานทูต
  • • ต้องนัดคิวสถานทูตปลายทาง
  • • เวลา 5–10 วันทำการ
  • • ค่าใช้จ่ายแปรผันตามสถานทูต

ขั้นตอนรับรองเอกสารไทยส่งประเทศสมาชิก Apostille

  1. 1. แปลรับรอง

    นักแปลที่ขึ้นทะเบียน MFA / NAATI

  2. 2. Notarial

    Notarial Services Attorney รับรองลายมือชื่อ

  3. 3. MFA

    กรมการกงสุล รับรองที่แจ้งวัฒนะ

  4. 4. สถานทูตปลายทาง

    รับรองชั้นสุดท้ายที่สถานทูตในกรุงเทพฯ

หมายเหตุ: เอกสารบางประเภท (เช่น สูติบัตร, ทะเบียนสมรส) ออกโดยหน่วยงานราชการอยู่แล้ว อาจข้ามขั้น Notarial ได้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถานทูตปลายทาง

ประเทศสมาชิก Apostille ที่พบบ่อย

รายชื่อที่ลูกค้าเราพบบ่อย — รายการเต็มกว่า 126 ประเทศดูได้ที่ HCCH Status Table

  • สหรัฐอเมริกา
  • สหราชอาณาจักร
  • ออสเตรเลีย
  • นิวซีแลนด์
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลีใต้
  • เยอรมนี
  • ฝรั่งเศส
  • อิตาลี
  • สเปน
  • เนเธอร์แลนด์
  • เบลเยียม
  • สวิตเซอร์แลนด์
  • ออสเตรีย
  • สวีเดน
  • นอร์เวย์
  • เดนมาร์ก
  • ฟินแลนด์
  • ไอร์แลนด์
  • โปรตุเกส
  • โปแลนด์
  • เช็กเกีย
  • รัสเซีย
  • จีน
    เข้าร่วมเมื่อ พ.ย. 2566 — แนะนำตรวจสอบกับสถานทูตจีนสำหรับเอกสารบางประเภท
  • อินเดีย
  • ฟิลิปปินส์
  • สิงคโปร์
  • บราซิล
  • อาร์เจนตินา
  • เม็กซิโก
  • แอฟริกาใต้
  • อิสราเอล
  • ตุรกี
  • ซาอุดีอาระเบีย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ประเทศที่ ยังไม่ใช่สมาชิก (ใช้ Legalization)

  • ประเทศไทย
    ปัจจุบันใช้กระบวนการรับรอง (Legalization) ผ่านกรมการกงสุล ก่อนส่งสถานทูตปลายทาง
  • เวียดนาม
  • มาเลเซีย
  • อินโดนีเซีย
    เข้าร่วมแล้วและมีผล 4 มิ.ย. 2565
  • กัมพูชา
  • ลาว
  • เมียนมา
  • อียิปต์
  • จอร์แดน

คำถามที่พบบ่อย

Apostille คืออะไร?

Apostille คือใบรับรองมาตรฐานสากลตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 (Hague Convention of 5 October 1961) ที่ทำให้เอกสารราชการของประเทศสมาชิกได้รับการยอมรับในประเทศสมาชิกอื่นโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอน Consular Legalization หลายชั้น

ประเทศไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญา Apostille หรือยัง?

ขณะที่หน้านี้เผยแพร่ ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille — เอกสารที่ออกในไทยจึงต้องใช้กระบวนการ Consular Legalization ผ่านกองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล แล้วจึงส่งให้สถานทูตประเทศปลายทางรับรองอีกชั้นหนึ่ง โปรดตรวจสอบสถานะล่าสุดกับ กรมการกงสุล หรือ HCCH ก่อนยื่นเอกสารสำคัญ

ถ้าประเทศปลายทางต้องการ Apostille แต่ไทยไม่ออกให้ ต้องทำอย่างไร?

ใช้เส้นทาง Legalization: (1) แปลรับรองโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียน → (2) Notary Public ของไทยรับรองลายมือชื่อ → (3) กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ รับรอง → (4) สถานทูตประเทศปลายทางในกรุงเทพฯ รับรองชั้นสุดท้าย หน่วยงานในประเทศปลายทางส่วนใหญ่ยอมรับเส้นทางนี้แทน Apostille

เอกสารแบบใดบ้างที่ Apostille ครอบคลุม?

ครอบคลุมเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ ศาล นายทะเบียน และเอกสารราชการอื่น ๆ รวมถึงเอกสารที่ผ่านการรับรองโดย Notary Public ของประเทศสมาชิก — เช่น สูติบัตร, ทะเบียนสมรส, ใบประกาศนียบัตร, Power of Attorney, หนังสือมอบอำนาจ และคำพิพากษา

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการรับรองเอกสารไทยส่งต่างประเทศเท่าไหร่?

ค่าธรรมเนียม MFA อยู่ที่ 200 บาท/ตราต่อชุด (ปกติ) หรือ 400 บาท/ตรา (ด่วน) บวกค่าแปลและค่ารับรองสถานทูตปลายทาง รวมต้นทุนทั่วไปประมาณ 1,500–6,500 บาท/ชุด ระยะเวลา 2–7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับสถานทูตและความเร่งด่วน

Notary Public ของ NYC Legal ช่วยอะไรในกระบวนการนี้?

ทีม Notarial Services Attorney ของ NYC รับรองลายมือชื่อ ความถูกต้องของสำเนา และคำแปลก่อนส่งกรมการกงสุล — เป็นขั้นตอนที่บังคับสำหรับเอกสารที่ออกโดยเอกชน เช่น Power of Attorney, Affidavit, และคำแปลที่ไม่ได้ทำในหน่วยงานรัฐ

ต้องการความช่วยเหลือเรื่องเอกสารระหว่างประเทศ?

ทีม Notarial Services Attorney และนักแปลขึ้นทะเบียนของ NYC พร้อมจัดการทุกขั้นตอนแทนคุณ

ข้อมูลในหน้านี้สรุปจาก HCCH (Hague Conference on Private International Law) และข้อกำหนดของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ณ วันที่เผยแพร่ — โปรดยืนยันสถานะปัจจุบันก่อนยื่นเอกสารสำคัญ