สามรูปแบบที่มักถูกเรียกรวมกันว่า “แปลรับรอง”
ในทางปฏิบัติมีสามระดับ ระดับแรกคือคำแปลที่ผู้แปลลงนามรับรองความถูกต้อง ระดับที่สองคือคำแปลสาบานตนซึ่งผู้แปลให้คำสาบานตามแบบฟอร์มที่ปลายทางกำหนด และระดับที่สามคือคำแปลที่นำเข้ารับรองกับหน่วยงานอีกชั้นหนึ่ง
ทั้งสามระดับไม่ได้ทดแทนกันเสมอไป ปลายทางบางแห่งรับระดับแรกก็เพียงพอ ขณะที่ศาลหรือหน่วยงานทะเบียนมักขอระดับที่สองขึ้นไป
เกณฑ์ตัดสินใจที่ใช้ได้จริง
ให้เริ่มจากเอกสารแจ้งข้อกำหนดของผู้รับ ถ้าไม่มี ให้ดูประเภทของผู้รับ หน่วยงานทะเบียนและศาลมักเข้มที่สุด สถาบันการศึกษาอยู่ระดับกลาง ส่วนคู่สัญญาเอกชนมักยืดหยุ่นกว่า
- ตรวจสอบว่าปลายทางระบุรูปแบบคำรับรองหรือถ้อยคำเฉพาะหรือไม่
- ตรวจสอบว่าต้องแนบสำเนาต้นฉบับที่ผ่านการรับรองด้วยหรือไม่
- ตรวจสอบการสะกดชื่อให้ตรงกับหนังสือเดินทางทุกฉบับ
- ตรวจสอบว่าต้องมีตราหรือลายมือชื่อสดบนทุกหน้าหรือเฉพาะหน้าสุดท้าย
ทำเองกับให้ทีมงานดูแล ต่างกันตรงไหน
ถ้าเอกสารมีไม่กี่ฉบับ ปลายทางยืดหยุ่น และคุณมีเวลาไปยื่นเอง การทำเองก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ถ้าเป็นชุดเอกสารหลายฉบับที่ต้องเรียงลำดับให้ถูก หรือมีกำหนดส่งที่พลาดไม่ได้ การให้ทีมงานที่ทำเคสลักษณะนี้เป็นประจำดูแลจะลดความเสี่ยงการถูกตีกลับได้มาก






